ท13101 วิชาภาษาไทย ป.3 ภาคเรียนที่ 1

แชร์

เกี่ยวกับคอร์ส

คำอธิบายรายวิชา   

ศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง วรรณคดีและวรรณกรรม พร้อมอธิบายความหมายของคำ และประโยค อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามข้อเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง และข้อเสนอแนะ อธิบายความหมายของข้อมูลจากการอ่านแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ
การเขียนเรื่องตามจินตนาการ บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่า
ตามความสนใจ พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ เล่ารายละเอียดจากเรื่องที่ฟังและดู พร้อมบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม และพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดูอย่างมีมารยาท เขียนสะกดคำ บอกความหมายของคำ ระบุชนิด หน้าที่ของคำในประโยค แต่งประโยค คำคล้องจอง และคำขวัญ ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ โดยใช้การฝึกทักษะกระบวนการทางภาษา ทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน รวมถึงกระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติ และกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ตั้งใจเรียนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน ค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ
ตั้งคำถาม ซักถามและสืบค้นเพื่อหาข้อมูล มีความรอบคอบในการทำงาน ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีมารยาทในการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

เนื้อหาของคอร์ส

หน่วยที่ 1 ทบทวนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
สาระสำคัญ ทบทวนพยัญชนะ พยัญชนะต้นแบ่งได้ดังนี้ พยัญชนะต้นของคำหรือพยางค์ข้างต้นเป็นอักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ พยัญชนะต้นของคำหรือพยางค์ข้างต้นเป็นอักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห พยัญชนะต้นของคำหรือพยางค์ข้างต้นเป็นอักษรต่ำ มี 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ ซึ่งสามารถเรียกอักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ รวมกันว่า อักษรสามหมู่หรือไตรยางศ์ (ปัจจุบัน ฃ,ฅ เลิกใช้แล้ว) ทบทวนสระ เสียงสระเดี่ยว ประกอบด้วย เสียงสั้น 9 เสียง ได้แก่ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ เสียงยาว 9 เสียง ได้แก่ อา อี อือ อู เอ แอ โอ ออ เออ เสียงสระประสม ได้แก่ เอียะ (พบคำที่ใช้น้อยมาก) เอือะ (ไม่พบคำที่ใช้) อัวะ (พบคำที่ใช้น้อยมาก) เอีย เอือ อัว จึงถือว่ามี 3 เสียง เสียงสระอะที่มีเสียงพยัญชนะท้าย อำ เสียงสระอะที่มีเสียง ม อยู่ข้างท้าย ใอ เสียงสระอะที่มีเสียง ย อยู่ข้างท้าย ไอ เสียงสระอะที่มีเสียง ย อยู่ข้างท้าย เอา เสียงสระอะที่มีเสียง ว อยู่ข้างท้าย ทบทวนวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา เสียงวรรณยุกต์ มี 5 เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา

  • ทบทวนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
    00:00
  • แบบฝึกหัด เรื่องพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์

หน่วยที่ 2 คำที่ใช้ ฑ
สาระสำคัญ ฑ เป็นพยัญชนะตัวที่ 17 ออกเสียงได้ 2 เสียง คือ เสียง ด และเสียง ท ฑ ออกเสียงเป็น ท เช่น คำว่า มณฑล อ่านว่า มน – ทน มณฑก อ่านว่า มน – ทก ทัณฑฆาต อ่านว่า ทัน – ทะ – คาด ฑ ออกเสียงเป็น ด เช่น คำว่า บัณฑิต อ่านว่า บัน – ดิด บัณเฑาะว์ อ่านว่า บัน – เดาะ มณฑป อ่านว่า มน – ดบ

หน่วยที่ 3 ทบทวนตัวสะกด
สาระสำคัญ พยัญชนะท้ายคำ หรือท้ายพยางค์ที่ตามหลังสระเพื่อทำหน้าที่กำหนดเสียงให้เป็นไปตามมาตราต่าง ๆ

หน่วยที่ 4 สระ
สาระสำคัญ สระใช้ประสมกับพยัญชนะและวรรณยุกต์ให้เป็นคำที่มีความหมายเพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน สระเปลี่ยนรูป คือเปลี่ยนจากรูปสระหนึ่งไปเป็นอีกสระหนึ่ง 1. สระ อะ ปกติตำแหน่งอยู่ด้านหลังของคำแต่ถ้าเมื่อไหร่มีตัวสะกด สระอะจะเปลี่ยนรูป เป็นไม้หันอากาศ ไม้หันอากาศอยู่ข้างบนพยญัชนะคือ สระอะเปลี่ยนรูป เช่น คำว่า “กับ” สะกดว่า กะ + บ = กับ 2. สระ เอะ ถ้ามีตัวสะกด ตัว -ะ จะเปลี่ยนรูปเป็น ไม้ไต่คู้ เช่น เป็ด สะกดว่า ปอ-เอะ-ดอ-เปะด แต่เปลี่ยนรูปเป็นไม้ไต่คู้จึงเขียนได้ว่า เป็ด 3. สระ เออ ถ้ามีตัวสะกด อ.อ่างตัวหลังจะเปลี่ยนรูปเป็นสระอิ=เอิ เช่น เกิน สะกดว่า กอ-เออ-นอ-เกอน > แต่เปลี่ยนรูปเป็น เกิน 4. สระ แอะ ถ้ามีตัวสะกด สระอะที่อยู่ด้านหลังจะเปลี่ยนรูปเป็น แอ็ เช่น แข็ง สะกดว่า ขอ-แอะ-งอ-แขะง > เปลี่ยนรูปเป็น แข็ง

หน่วยที่ 5 นิทาน
สาระสำคัญ นิทานเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา มักแฝงคติธรรม และมุ่งให้ความสนุกเพลิดเพลิน นิทานสุภาษิต คือ นิทานที่แต่งเพื่ออธิบายความสุภาษิต

หน่วยที่ 6 มาตรา ก กา,กง,กม,เกย,เกอว
สาระสำคัญ มาตราตัวสะกด คือ พยัญชนะที่ผสมอยู่ข้างหลังคำหรือพยางค์ มาตราตัวสะกดมีทั้งที่ใช้ตัวสะกดตรงแม่ และมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงแม่ การเรียนรู้มาตราตัวสะกดต่างๆ ทำให้เขียนและอ่านคำได้ถูกต้อง มาตราตัวสะกดไม่ตรงแม่ คำในมาตรา กง กม เกย เกอว เป็นคำที่มี ง, ม, ย, ว เป็นตัวสะกดตัวเดียวตรงตามมาตรา มาตรา ก กา เป็นมาตราที่ไม่มีตัวสะกด การเขียนสะกดคำและรู้ความหมายของคำอย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน

หน่วยที่ 7 มาตรา กน,กก,กบ,กด
สาระสำคัญ มาตราตัวสะกด คือ พยัญชนะที่ผสมอยู่ข้างหลังคำหรือพยางค์ มาตราตัวสะกดมีทั้งที่ใช้ตัวสะกดตรงแม่ และมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงแม่ การเรียนรู้มาตราตัวสะกดต่างๆ ทำให้เขียนและอ่านคำได้ถูกต้อง มาตราตัวสะกดไม่ตรงแม่ มีตัวสะกดหลายตัวในมาตราเดียวกัน เพราะออกเสียงเหมือนตัวสะกดเดียวกัน มี 4 มาตรา คือ แม่กน ใช้ น ญ ณ ร ล ฬ สะกด เช่น นาน วิญญาณ วานร กาลเวลา พระกาฬ ฯลฯ แม่กก ใช้ ก ข ค ฆ สะกด เช่น ปัก เลข วิหค เมฆ ฯลฯ แม่กด ใช้ ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ ส สะกด เช่น แปด ตรวจ ก๊าซ บงกช กฎหมาย ปรากฏ อิฐ ครุฑวัฒนา เปรต โอสถ บาท โกรธ กระดาษ รส เลิศ ฯลฯ แม่กบ ใช้ บ ป ภ พ ฟ สะกด เช่น กลับ บาป ลาภ นพรัตน์ กราฟ ฯลฯ

หน่วยที่ 8 ความหมายของคำ
สาระสำคัญ คำตรงข้าม คือ กลุ่มคำศัพท์หรือชุดคำศัพท์ที่เป็นคำตรงข้าม คือ คำที่มีความหมายในทางตรงข้ามกัน ไม่ว่าตัวสะกด หรือ การออกเสียงจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เพียงแค่มีความหมายตรงข้ามกันแล้ว จะถือว่าเป็น กลุ่มคำตรงข้าม เช่น กว้าง แคบ น้ำจืด น้ำเค็ม ความดี ความชั่ว ประโยชน์ โทษ อนุรักษ์ ทำลาย ของเสีย ของดี คำที่เขียนต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมาก นำไปใช้แตกต่างกัน อาจใช้ในภาษาพูด ภาษาเขียน หรือภาษาในการประพันธ์ เช่น ป่า ไพร ใหญ่ มหึมา เลือก สรร ผู้หญิง นารี เยอะแยะ มากมาย เล่าเรียน ศึกษา

หน่วยที่ 9 การผันวรรณยุกต์
สาระสำคัญ วรรณยุกต์มี 4 รูป คือ รูปเอก ( ่ ) รูปโท ( ้ ) รูปตรี ( ๊ ) รูปจัตวา ( ๋ ) วรรณยุกต์มี 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา คำทุกคำมีเสียงวรรณยุกต์ แม้จะไม่มีรูปวรรณยุกต์ปรากฏอยู่ วรรณยุกต์ทำให้เสียงและความหมายของคำเปลี่ยนไป การผันอักษรเป็นการเปลี่ยนเสียงของคำให้สูง ต่ำตามเสียงของวรรณยุกต์ ซึ่งต้องพิจารณาตามอักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ การเข้าใจเรื่องวรรณยุกต์และการผันอักษร ทำให้สามารถอ่าน เขียน และใช้คำในการสื่อสารได้ถูกต้อง

หน่วยที่ 10 คำที่ประวิสรรชนีย์และคำที่ไม่ประวิสรรชนีย์
สาระสำคัญ คำที่ประวิสรรชนีย์เป็นคำที่มีรูป -ะ และออกเสียง อะ เต็มเสียง ส่วนคำที่ไม่ประวิสรรชนีย์ เป็นคำที่ไม่มีรูป -ะ และออกเสียง อะ กึ่งเสียง การฝึกอ่านและเขียนคำได้ถูกต้อง ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ คำที่ประวิสรรชนีย์เป็นคำที่มีรูป -ะ และออกเสียง อะ เต็มเสียง  คำที่มีรูปสระอะ ประสมอยู่พยางค์หน้า ให้ออกเสียงอะเต็มเสียง เช่น กระซิบ กระดาษ กระดูก กะทิ กะเพรา คะน้า บะหมี่ ประกอบ ประกาศ มะเร็ง ระกา สะดวก  คำที่มีรูปสระอะ ประสมอยู่พยางค์หลัง ให้ออกเสียงอะเต็มเสียง เช่น จังหวะ ซาบะ ธุระ มานะ ระยะ ลักษณะ ศิลปะ หิมะ  คำที่ไม่ประวิสรรชนีย์ เป็นคำที่ไม่มีรูป -ะ และออกเสียง อะ กึ่งเสียง เช่น ถนน พลังงาน สบาย อธิบาย อร่อย อนามัย คุณภาพ จักรยาน

หน่วยที่ 11 ประถม ก กา
สาระสำคัญ ประถมก กา เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กที่เริ่มหัดอ่านและเขียนภาษาไทย แต่งขี้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง ซึ่งประถมก กา แต่งด้วยบทร้อยกรองง่าย ๆ ผู้แต่งนำคำที่สะกดในมาตราตัวสะกดต่าง ๆ เช่น แม่ ก กา แม่กง แม่กก เป็นต้น มาเรียงเป็นบทร้อยกรองขนาดสั้น ทำให้จดจำง่าย ช่วยฝึกอ่านแบบแจกรูปสะกดคำ นอกจากนี้ยังแทรกความรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ความรู้เกี่ยวกับชีวิตของคนไทยสมัยก่อน บางตอนก็แทรกคำแนะนำ สั่งสอนที่เป็นประโยชน์กับเด็ก

หน่วยที่ 12 คำคล้องจอง กลอนสี่
สาระสำคัญ คำคล้องจองเป็นคำที่ใช้สระหรือพยัญชนะเสียงเดียวกันและถ้าหากมีตัวสะกด ตัวสะกดต้องอยู่ในมาตราเดียวกัน คำขวัญมักเป็นข้อความสั้น ๆ ที่คล้องจองกัน เพื่อให้จดจำได้ง่าย และมีความไพเราะ ชี้ให้เห็นสิ่งถูกต้องดีงาม และให้คติสอนใจ คำคล้องจอง เป็นคำที่มีตัวสะกดอยู่ในมาตราเดียวกัน และใช้เสียงสระเหมือนกัน กลอนสี่ คือ คำประพันธ์ประเภทกลอน ใน 1 บท มี 2 บาท 1 บาท มี 2 วรรค วรรคละ 4 คำ โดยตามหลักฐานทางวรรณคดีไทย กลอนสี่ ที่เก่าที่สุดพบในมหาชาติคำหลวงกัณฑ์มหาพน (สมัยอยุธยา) แต่ต่อมาไม่ปรากฏในวรรณคดีไทยมากนัก มักแทรกอยู่ตามกลอนบทละครต่าง ๆ

หน่วยที่ 13 คำควบกล้ำ
สาระสำคัญ คำควบกล้ำเป็นคำที่มีพยัญชนะต้น 2 ตัว ประสมสระเดียวกัน ซึ่งมีทั้งควบกล้ำแท้ที่ออกเสียงพยัญชนะต้นทั้งสองตัวพร้อมกัน พยัญชนะตัวหน้าเป็น ก ข ค ต ป ผ พ พยัญชนะที่หลังเป็น ร ล ว ออกเสียงควบกล้ำ เช่น กราบพระ ขรุขระ ครอบครัว ตรากตรำ ปรับปรุง พร้อมเพรียง กลมเกลียว ขลุ่ย ปลอดโปร่ง ผลีผลาม กวาด ควายขวิด เคว้งคว้าง เป็นต้น ควบกล้ำไม่แท้ที่ออกเสียงเฉพาะพยัญชนะต้นตัวแรก ตัวหน้าเป็น ซ ศ ส พยัญชนะตัวหลังเป็น ร เช่น จริง ออกเสียงว่า จิง สร้อย ออกเสียงว่า ส้อย และ ทร ออกเสียงเป็น ซ เช่น ทราบออกเสียงว่า ซาบ ไทร ออกเสียงว่า ไซ เป็นต้น การอ่าน การเขียน และรู้ความหมายของคำที่ถูกต้อง ทำให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

หน่วยที่ 14 อักษรนำ
สาระสำคัญ อักษรนำเป็นคำที่มีพยัญชนะต้น 2 ตัว ประสมสระเดียวกันมีอักษรสูงหรืออักษรกลางนำหน้าอักษรต่ำ บางคำออกเสียงพยางค์เดียว บางคำออกเสียงสองพยางค์ โดยพยางค์แรกออกเสียงเหมือนประสมสระ อะ กึ่งเสียง พยางค์ที่สองออกเสียงเหมือนมี ห นำ  พยัญชนะตัวหน้าเป็น อ นำพยัญชนะตัวหลัง ย ออกเสียงพยางค์เดียว โดยเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์ จะออกเสียงตามพยัญชนะ อ มี 4 คำ ได้แก่ อย่า อยู่ อย่าง อยาก  พยัญชนะตัวหน้าเป็น ห นำพยัญชนะตัวหลัง ง ญ น ม ย ร ล ว ออกเสียงพยางค์เดียว โดยเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์ จะออกเสียงตามพยัญชนะ ห เช่น หงาย หญ้า หมอ หรือ หวาน หย่า หงอยเหงา ผู้ใหญ่ เหนียวแน่น นี่หรือ หลั่งไหล หยากไย่  พยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรสูง นำพยัญชนะตัวหลัง ง ญ น ม ย ร ล ว ออกเสียงสองพยางค์ พยางค์หน้าออกเสียงอะครึ่งเสียง พยางค์หลังออกเสียงวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า เช่น สงบ อ่านว่า สะ-หงบ ฉลาด อ่านว่า ฉะ-หลาด  พยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรกลาง นำพยัญชนะตัวหลัง ง ญ น ม ย ร ล ว ออกเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์หลังตามเสียงวรรณยุกต์ของอักษรกลาง เช่น กนก อ่านว่า กะ-หนก การอ่านคำที่มีพยัญชนะต้น 2 ตัว แบบเรียงพยางค์ พยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรต่ำ นำพยัญชนะตัวหลัง ง ญ น ม ย ร ล ว ซึ่งเป็นอักษรต่ำด้วยกันให้ออกเสียง อะ ที่พยางค์หน้าครึ่งเสียง พยางค์หลังออกเสียงอักษรต่ำประสมกับสระตามปกติ เช่น พญา อ่านว่า พะ-ยา ทนาย อ่านว่า ทะ-นาย การอ่านคำที่ออกเสียงเลียนแบบอักษรนำ คำบางคำ พยางค์หลังออกเสียงวรรณยุกต์ตามเสียงพยัญชนะต้นของพยางค์หน้าซึ่งเป็นอักษรสูงหรืออักษรกลาง เช่น กำเนิด อ่านว่า กำ-เหนิด ดำริ อ่านว่า ดำ-หริ ตำรวจ อ่านว่า ตำ-หรวด

หน่วยที่ 15 คำที่มี ฤ ฤา
สาระสำคัญ ฤ เมื่อใช้เขียนเป็นพยัญชนะต้น หรือประสมกับพยัญชนะอื่น ออกเสียงได้ 3 เสียง คือ รึ ริ เรอ ส่วน ฤๅ อ่านว่า รือ หมายถึง หรือ อะไร ไม่ใช่ แต่เมื่อประสมกับคำหรือพยางค์ ความหมายจะเปลี่ยนไป

หน่วยที่ 16 คำที่มี บัน บรร รร (ร หัน)
สาระสำคัญ คำที่ใช้บัน บรร อ่านออกเสียง บันเหมือนกัน คำที่ใช้บันมีหลายคำ ที่ใช้ประจำมี 5 คำ คือ บันดาล บันได บันทึก บันเทิง บันลือ นอกจากนี้คำที่ออกเสียงบัน ยังมีที่เขียน บรร และ บัญ คำที่ออกเสียงบันแต่เขียน บรร เช่น บรรจบ บรรทุก บรรดา บรรพชา ฯลฯ คำที่ใช้ รร ถ้าไม่มีตัวสะกดอ่านออกเสียง -ัน เช่น กรรไกร อ่านว่า กัน-ไกร จัดสรร อ่านว่า จัด-สัน สวรรคต อ่านว่า สะ-หวัน-คต คำที่ใช้ รร มีตัวสะกด จะอ่านออกเสียงอะ แล้วสะกดด้วยพยัญชนะสะกดของคำนั้น เช่น พรรคพวก อ่านว่า พัก-พวก (พรรค อ่านแบบมี ก สะกด) คุณธรรม อ่านว่า คุน-นะ-ทำ (ธรรม อ่านแบบมี ม สะกด)

หน่วยที่ 17 คำพ้อง
สาระสำคัญ คำพ้อง คือ คำที่มีการเขียนหรือการอ่านออกเสียงเหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ คำพ้องรูปและ คำพ้องเสียง คำพ้องเสียง มีลักษณะคือ อ่านออกเสียงเหมือนกัน เขียนต่างกัน ความหมายต่างกัน ตัวอย่าง การ อ่านว่า กาน หมายถึง งาน, สิ่งหรือเรื่องที่ทำ กาล อ่านว่า กาน หมายถึง เวลา กาญจน์ อ่านว่า กาน หมายถึง ทอง โจทก์ อ่านว่า โจด หมายถึง บุคคลผู้ฟ้องคดีต่อศาล ผู้กล่าวหา โจทย์ อ่านว่า โจด หมายถึง คำถามในวิชาคณิตศาสตร์ โจษ อ่านว่า โจด หมายถึง พูดกันเซ็งแซ่ เล่าลือกันอื้ออึง คัดสรร สร้างสรรค์ ผู้เฒ่า เถ้าถ่าน กำมือ เคราะห์กรรม เคารพ สู้รบ

หน่วยที่ 18 คำที่มีตัวอักษรไม่ออกเสียง
สาระสำคัญ การอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียง ต้องสังเกตและจดจำตัวอักษรเหล่านั้น เพื่อให้อ่านและเขียนคำได้ถูกต้อง  คำที่ไม่ออกเสียงตัว ธ ตัว ร หรือ ตัว ห เช่น พุทธ (พุด) ปรารถนา (ปราด-ถะ-หนา) ฉัตร (ฉัด) สามารถ (สา-มาด) เกษตร (กะ-เสด) มิตร (มิด)  คำที่ไม่ออกเสียง สระ อิ หรือ อุ เช่น ชาติ (ชาด) ญาติ (ยาด) พยาธิ (พะ-ยาด) ภูมิใจ (พูม-ใจ) เมรุ (เมน) เหตุ (เหด)

หน่วยที่ 19 ภาษาถิ่น
สาระสำคัญ ภาษาไทยถิ่น คนแต่ละภาคหรือท้องถิ่นของประเทศไทย จะมีภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็นการเฉพาะ แบ่งได้กว้าง ๆ เป็น 4 ถิ่น คือ ภาษาไทยถิ่นเหนือ ภาษาไทยถิ่นอีสาน ภาษาไทยถิ่นกลาง ภาษาไทยถิ่นใต้ นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษากลาง ภาษาใต้ คำภาษาไทยถิ่นบางคำอาจใช้คำเดียวกับคำในภาษากลาง อาจต่างเฉพาะสำเนียง เช่น คำว่า พ่อ ภาษาเหนือว่า ป้อ บางคำอาจใช้ต่างกัน เช่น พูด ภาษาเหนือว่า อู้ ภาษาอีสานว่า เว้า ภาษาใต้ว่า แหลง คำบางคำแม้เป็นภาษาถิ่นด้วยกัน หากต่างจังหวัดกันก็ใช้เสียงต่างกัน เช่น พี่สาว เชียงใหม่ เรียกว่า ปี้ แพร่ เรียกว่า ใญ้ หรือ เญ้ย น่าน เรียกว่า เอ้ย หรือ ปี้เอ้ย